Latest Entries »

This slideshow requires JavaScript.

ดวงดาวในระบบสุริยะจักวาล

  ดวงอาทิตย์ (The Sun)

ดวงอาทิตย์เป็นส่วนสำคัญที่สุดของระบบสุริยะ  เป็นผู้ดึงดูดให้ดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่และดวงอาทิตย์ยังให้แสงและความร้อนกับดาวเคราะห์นั้นด้วย  ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ระบบสุริยะก็จะมืดมิดและหนาวเย็น  เมื่อผ่าดวงอาทิตย์ออกมาเป็นชิ้นภายในดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้แข็งเหมือนโลก  ดวงอาทิตย์เป็นกลุ่มก๊าซดวงใหญ่ที่ลุกเป็นเปลวไฟ  ดวงอาทิตย์ประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียม  ดวงอาทิตย์ไม่ได้เผาไหม้ด้วยการเปลี่ยนก๊าซไฮโดรเจนเป็นก๊าซฮีเลียม  ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ร้อนที่สุดในรบบสุริยะที่ใจกลาง  ดวงอาทิตย์จะร้อนถึง15 ล้านองศาเซลเซียส  ความร้อนขนาดนี้เพียงก้อนโตเท่าหัวเข็มหมุดก็จะทำให้คนที่ยืนอยู่ห่าง 150 กิโลเมตรตายได้ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะ เนื้อสารส่วนใหญ่ของระบบสุริยะอยู่ที่ดวงอาทิตย์ คือ มีมากถึง 99.87% เป็นมวลสารดาวเคราะห์รวมกันอย่างน้อยกว่า 0.13% ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่น ๆ บนฟ้า แต่เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด จึงปรากฏเป็นวงกลมโต บนฟ้าของโลกเพียงดวงเดียว ดาวฤกษ์อื่นปรากฎเป็นจุดสว่าง เพราะอยู่ไกลมาก ขนาดที่แท้จริงโตกว่าโลกมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 109 เท่าของโลก ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานขึ้นมาเองโดยการเปลี่ยนเนื้อสารเป็นพลังงานตามสมการของไอน์สไตน์ E = mc2 (E คือพลังงาน, m คือ เนื้อสาร, และ c คือ อัตราเร็วของแสงสว่างในอวกาศซึ่งมีค่าประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที) บริเวณที่เนื้อสารกลายเป็นพลังงาน คือ แกนกลางซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส ณ แกนกลางของดวงอาทิตย์มีระเบิดไฮโดรเจนจำนวนมาก กำลังระเบิดเป็นปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ที่ไฮโดรเจนหลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม ในแต่ละวินาทีไฮโดรเจนจำนวน 4 ล้านตันกลายเป็นพลังงาน ใน 1 ปีดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับมวลสารของดวงอาทิตย์ทั้งหมด 2 x 1027 ตัน หรือ 2,000 ล้านล้านล้านตัน หรือ 332,946 เท่าของโลกที่ผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิประมาณ 5,700 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 6,000 เคลวิน ดวงอาทิตย์จึงถูกจัดเป็นดาวฤกษ์สีเหลือง มีอายุประมาณ 5,000 ล้านปี เป็นดาวฤกษ์หลัก อยู่ในช่วงกลางของชีวิต ในอีก 5,000 ล้านปี ดวงอาทตย์จะจบ ชีวิตลงด้วยการขยายตัวแต่จะไม่ระเบิด เพราะแรงโน้มถ่วงมีมากกว่าแรงดัน ในที่สุด ดวงอาทิตย์จะยุบตัวลงอย่างสงบกลายเป็นดาวขนาดเล็ก เรียกว่า ดาวแคระขาว

ดาวพุธ  (Mercury)

ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดดังนั้นดาวพุธจึงร้อนจัดในเวลากลางวันและเย็นจัดในเวลวกลางคืนดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ดวงเล็กโตกว่าดวงจันทร์ของเราเพียงเล็กน้อย ภาพถ่ายทั้งหลายที่เกี่ยวกับดาวพุธได้จากยานอวกาศที่ส่งขึ้นไปขณะเข้าไปใหล้ดาวพุธที่สุดก็จะถ่ายภาพส่งมายังโลก ทำให้รู้ว่าพื้นผิวดาวพุธคล้ายกับผิวดวงจันทร์ ผิวดาวพุธส่วนใหญ่เป็นฝุ่นและหิน มีหลุมลึกมากมาย ไม่มีอากาศ ไม่มีน้ำ ดาวพุธจึงเป็นดาวแห้งแล้ง ดาวแห่งความตายเป็นโลกแห่งทะเลทราย   ดาวพุธเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 87.969 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ดาวพุธหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียว กับการเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ คือ จากทิศตะวันตกไป ทิศตะวันออก หมุนรอบตัวเองรอบละ 58.6461 วัน เมื่อพิจารณาจากคาบของการหมุนรอบตัวเอง และการคาบการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ จะพบว่าระยะเวลากลางวัน ถึงกลางคืนบนดาวพุธยาวนานถึง 176 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในระบบสุริยะ พื้นผิวของดาวพุธมีลักษณะคล้ายดวงจันทร์ โดยเฉพาะด้านไกลโลก เพราะต่างไม่มีบรรยากาศ แต่ดาวพุธมีขนาดใหญ่กว่า มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่า ขอบหลุมบนดาวพุธจึงเตี้ยกว่าบนดวงจันทร์ ยานอวกาศที่เข้าไปเฉียดใกล้ๆ ดาวพุธและนำภาพมาต่อกันจนได้ภาพพื้นผิวดาวพุธดังกล่าวคือ ยานอวกาศมารีเนอร์ 10 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2517 นับว่าเป็นยานลำแรกและลำเดียวที่ส่งไปสำรวจดาวพุธ ยานมารีเนอร์ 10 เข้าใกล้ดาวพุธ 3 ครั้งด้วยกัน คือ เมื่อเดือนมีนาคม และ กันยายน พ.ศ. 2517 และเดือนมีนาคม พ.ศ. 2518 ยานเข้าใกล้ดาวพุธที่สุดครั้ง แรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 และได้ส่งภาพกลับมา 647 ภาพ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2517 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2518 ขณะนั้นเครื่องมือภายในยานได้เสื่อมสภาพลง ในที่สุดก็ติดต่อกับโลกไม่ได้ตั้งแต่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2518 ยานมารีเนอร์ 10 จึงกลายเป็นขยะอวกาศที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ โดยเข้ามาใกล้ดาวพุธครั้งคราวตามจังหวะเดิมต่อไป นอกจากดาวพุธจะมีช่วงกลางวันถึงกลางคืนยาวที่สุดแล้ว ยังมีทางโคจรที่รีมากด้วย เป็นรองเฉพาะดาวพลูโตเท่านั้น ดาวพุธมีระยะใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด 0.31 หน่วยดาราศาสตร์ และไกลที่สุด 0.47 หน่วยดาราศาสตร์ ทำให้ 2 ระยะนี้ แตกต่างกันถึง 0.16 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 24 ล้านกิโลเมตร นั่นหมายความว่า ถ้าไปอยู่บนดาวพุธจะเห็นดวงอาทิตย์มีขนาดเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเมื่ออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจะเห็นดวงอาทิตย์ใหญ่เป็น 2 เท่าครึ่งของเมื่ออยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งโตประมาณ 4 เท่าของที่เห็นจากโลก ในระหว่างเวลากลางวัน อุณหภูมิที่ผิวของดาวพุธช่วงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ที่สูงสุดถึง 700 เคลวิน (ประมาณ 427 องศาเซลเซียส) สูงพอที่จะละลายสังกะสีได้ แต่ในเวลากลางคืนอุณหภูมิลดต่ำลงเป็น 50 เคลวิน (-183 องศาเซลเซียส) ต่ำพอที่จะทำให้ก๊าซคริปตอนแข็งตัว การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบนพื้นผิวดาวพุธจึงรุนแรง คือร้อนจัดในเวลากลางวันและเย็นจัดในเวลากลางคืน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดบนดวงจันทร์ของโลกเราด้วย ทั้งนี้เพราะไม่มีบรรยากาศที่จะดูดกลืนความร้อนอย่างเช่นโลก  ปัจจุบันนักดาราศาสตร์พบร่องรอยของบรรยากาศ และพบน้ำแข็งบริเวณขั้ว ซึ่งอาจเกิดจากการชนของดาวหางบนดาวพุธ และอาจเป็นผู้ก่อกำเนิด ออกซิเจน และไฮโดรเจนบนดาวพุธ ปรากฎการณ์บนฟ้าเกี่ยวกับดาวพุธ เห็นอยู่ใกล้ขอบฟ้าเสมอ สาเหตุเป็นเพราะวงโคจรของดาวพุธเล็กกว่า วงโคจรของโลก ดาวพุธจึงปรากฏห่างจากดวงอาทิตย์ได้อย่างมากไม่เกิน 28 องศา นั่นหมายความว่า ถ้าอยู่ทางทิศตะวันออกของดวงอาทิตย์ จะเห็นทางทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ แต่ถ้าอยู่ทางตะวันตกของดวงอาทิตย์ จะขึ้นก่อนดวงอาทิตย์ จึงเห็นทางทิศตะวันออกในเวลารุ่งอรุณ และเห็นเป็นเสี้ยวในกล้องโทรทรรศน์ เนื่องจากดาวพุธไม่หันด้านสว่างทั้งหมดมาทางโลก แต่จะหันด้านสว่างเพียงบางส่วนคล้ายดวงจันทร์ข้างขึ้นหรือข้างแรม หันด้านสว่างมาทางโลก ถ้าดาวพุธหันด้านสว่างทั้งหมดมาทางโลก เราจะมองไม่เห็น เพราะดาวพุธอยู่ไปทางเดียวกันกับดวงอาทิตย์ เห็นเป็นจุดดำเล็กๆ บนพื้นผิวดวงอาทิตย์

ดาวศุกร์ (Venus)

ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนที่สุดในระบบสุริยะ บนดาวศุกร์ร้อนถึง 480 องศาเซลเซียส ความร้อนขนาดนี้มากจนทำให้ของทุกอย่างลุกแดงดาวศุกร์มีไอหมอกของกรดกำมะถันปกคลุมอย่างหนาแน่น ไอหมอกนี้ไม่มีวันจางหายแม้ว่าแสงอาทิตย์จะจัดจ้าเพียงไร จึงเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไปเยี่ยมดาวศุกร์ เพราะพอไปถึงเขาจะถูกย่างจนสุกด้วยความร้อนและถูกผลักดันด้วยแรงลม เขาจะหายใจไม่ออกเพราะอากาศหนาหนักที่กดทับตัวนั้นเป็นอากาศพิษจากหมอกควันของกรดอากาศบนดาวศุกร์ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโลกกว่า60เท่าผิวดาวศุกร์แห้งแล้ง เป็นหินและร้อนจัดนอกจากนี้ก็มีรอยแยกลึกและภูเขาไฟดับ ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2 มีขนาดเล็กกว่าโลกเล็กน้อย จึงได้ชื่อว่าเป็นดาวฝาแฝดกับโลก เป็นดาวเคราะห์ที่ปรากฏสว่างที่สุด สว่างรองจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ถ้าเห็นทางทิศตะวันตกในเวลาค่ำเรียกว่า ดาวประจำเมือง และถ้าเห็นทางทิศตะวันออกในเวลาก่อนรุ่งอรุณ เรียกว่า ดาวประกายพรึก ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกอย่างรุนแรง เพราะมีบรรยากาศหนาทึบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ดาวศุกร์จึงร้อนมาก อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยสูงกว่าดาวพุธ ดาวศุกร์มีโอกาสเข้ามาใกล้โลกที่สุด ใกล้กว่าดาวพุธ ซึ่งนักดาราศาสตร์ยุคโบราณเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ใกล้โลกที่สุด ลักษณะพิเศษของดาวศุกร์คือ หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลานานกว่าการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ และถ้าเราอยู่บนดาวศุกร์เวลา 1 วัน จะไม่ยาวเท่ากับเวลาที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ นี่คือลักษณะพิเศษที่ดาวศุกร์ไม่เหมือนดาวเคราะห์ดวงใดๆ นอกจากนี้ดาวศุกร์ยังหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือหมุนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ในขณะที่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ดาวศุกร์จึงหมุนสวนทางกับดาวเคราะห์ดวงอื่น และหมุนสวนทางกับการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองรอบละ 243 วัน แต่ 1 วันของดาวศุกร์ยาวนานเท่ากับ 117 วันของโลก เพราะตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกยาวนาน 58.5 วันของโลก ดาวศุกร์เคลื่อนรอบดวงอาทิตย์รอบละ 225 วัน 1 ปีของดาวศุกร์จึงยาวนาน 225 วันของโลก          การสำรวจดาวศุกร์โดยยานอวกาศ ยานอวกาศลำแรกที่ถ่ายภาพเมฆดาวศุกร์ได้ คือยานอวกาศของสหรัฐอเมริกา ชื่อยานมารีเนอร์ 10 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 ยานอวกาศลำแรกที่ได้ถ่ายภาพพื้นผิวดาวศุกร์ได้ คือยานอวกาศเวเนรา 9 ของรัสเซีย ซึ่งลงสัมผัสพื้นผิวของดาวศุกร์เมื่อ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ต่อมามียานอวกาศไปสำรวจดาวศุกร์อีกหลายลำ ลำล่าสุดที่ถ่ายภาพโดยอาศัยระบบเรดาร์ คือยานแมกเจลแลน เมื่อ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2534  เมื่อ พ.ศ. 2170 โจฮันส์ เคปเลอร์ เป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่คำนวณได้ล่วงหน้าว่า จะเกิดปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2174 ต่อมาในปี พ.ศ. 2259 เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ได้คำนวณการเกิดปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในปี พ.ศ. 2304 และ 2312 พร้อมเสนอว่า สามารถใช้ปรากฏการณ์นี้ในการวัดระยะทาง 1 หน่วยดาราศาสตร์ได้

ดาวอังคาร (Mars)

ดาวอังคารบางทีก็เรียกกันว่าดาวแดงเพราะผิวพื้นเป็นหินสีแดง หินบนดาวอังคารที่มีสีแดงก็เพราะเกิดสนิมท้องฟ้าของดาวดังคารเป็นสีชมพูเพราะฝุ่นจากหินแดงที่ว่านี้   ผิวของดาวอังคารเหมือนกับทะเลหินแดง มีก้องหินใหญ่และหลุมลึก ภูเขาสูง หุบ เหว และเนินมากมาย หนึ่งปีบนดาวอังคารเกือบเทาสองปีโลก แต่หนึ่งวันบนดาวอังคารจะนานกว่าครึ่งชั่งโมงโลกเพียงเล็กน้อยดาวอังคารมีอากาศห่อหุ้มอยู่ไม่มากและเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลมพัดแรงจัดทำให้ฝุ่นฟุ้ง ไปทั้งดวงดาว ดาวอังคารมีขนาดโตประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ดาวอังคารอยูไกลดวงอาทิตย์มากกว่าโลกจึงทำให้มีบรรยากาศหนาวเย็น อุณหภูมิบนดาวดวงนี้จะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง    ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในบรรดาดาวเคราะห์บนฟ้าทั้งหมด เพราะเคยมีคนเชื่อว่า มีมนุษย์อยู่บนดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ ดาวอังคารยังเป็นดาวเคราะห์ที่มีโอกาสเข้ามาใกล้โลกเกือบพอๆ กับดาวศุกร์ โดยระยะใกล้ที่สุดจะอยู่ภายใน 40 ล้านกิโลเมตร เมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังแยกภาพสูงสุด ส่องดาวอังคารขณะอยู่ใกล้โลกที่สุด จะเห็นรายละเอียดได้ถึง 150 กิโลเมตร ซึ่งเทียบได้กับการเห็นริ้วรอยบนดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า ที่กำลังแยกภาพขนาดนี้จะไม่เห็นรายละเอียดของพื้นผิว เช่นไม่เห็นภูเขาหรือหุบเหว หรือหลุมบ่อของดาวอังคาร แต่จะเห็นโครงสร้างใหญ่ๆ เช่นขั้วน้ำแข็งสีขาว หรือริ้วรอยสีคล้ำซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลของดาวอังคาร สาเหตุที่มีผู้เชื่อว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่บนดาวอังคาร เนื่องจากนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ จิโอวานนี ชิอาพาเรลลี รายงานเมื่อ พ.ศ. 2420 ว่าเขาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่งพบร่องที่เป็นเส้นตรงจำนวนมากบนพื้นผิว และเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า คานาลี (canale) ซึ่งมีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า channel (ช่องหรือทาง) แต่คนอังกฤษเอาไปแปลว่า canal (คลอง) อันเป็นสิ่งซึ่งต้องขุดสร้างขึ้น ผู้ขุดสร้างคลองบนดาวอังคารจึงต้องเป็นมนุษย์ดาวอังคาร เพื่อนำน้ำจากขั้วมายังบริเวณศูนย์สูตรสำหรับการเพาะปลูก จุดนี้เองที่นำไปสู่การเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เชื่อว่ามีมนุษย์ดาวอังคาร ซึ่งจะเดินทางมาบุกโลก ผู้ที่สนับสนุกความคิดเรื่องมนุษย์ดาวอังคารสร้างคลองส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก คือ เปอร์ซิวัล โลเวลล์ นักดาราศาสตร์อเมริกันและเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มั่งคั่งในรัฐแอริโซนา เขาได้ทำแผนที่แสดงคลองต่างๆ บนดาวอังคาร แต่ต่อมามีนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังแยกภาพที่ดีกว่า ตรวจไม่พบคลองบนดาวอังคาร แต่ชาวบ้านทั่วไปยังฝังใจเชื่ออยู่ จนกระทั่งถึงยุคอวกาศจึงปรากฏชัดว่าไม่มีคลองบนดาวอังคารแน่นอน พื้นผิวดาวอังคารมีหลุมบ่อ หุบเหว ภูเขา และมีปล่องภูเขาไฟ มีร่องเหมือนเป็นทางน้ำไหลมาก่อน ดังจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อการสำรวจดาวอังคารโดยยานอวกาศ ยานอวกาศลำแรกที่ประสบความสำเร็จในการผ่านใกล้ดาวอังคาร คือ ยานมารีเนอร์ 4 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ภาพที่ถ่ายทอดกลับมาจำนวน 22 ภาพแสดงให้เห็นว่าพื้นผิวดาวอังคารมีหลุมและบ่อมากมาย ยานอวกาศมารีเนอร์อีกหลายลำต่อมา สามารถถ่ายภาพพื้นผิวรวมกันแล้วได้ครบทั่วทุกบริเวณ โดยเห็นภาพละเอียดถึง 1 กิโลเมตร ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยให้นักภูมิศาสตร์ทำแผนที่ของดาวอังคารได้ทั้งดวง บนพื้นผิวของดาวอังคารจึงพบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางธรณีวิทยา เช่น ปล่องภูเขาไฟ หุบเหวกว้างและลึกร่องที่เหมือนกับร่องน้ำที่เคยเป็นทางน้ำไหลมาก่อน ยานที่สำรวจดาวอังคารต่อจากยานมารีเนอร์ คือ ยานไวกิง 2 ลำ แต่ละลำประกอบด้วยยานลำแม่ที่เคลื่อนรอบดาวอังคาร ในขณะที่ส่งยานลูกลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร ยานไวกิง 1 ลงที่ไครส์ พลาทิเนีย (Chryse Planitia) ซึ่งแปลว่า ที่ราบแห่งทองคำ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เป็นเวลา 7 ปีหลังจากที่ นีล อาร์มสตรอง เหยียบดวงจันทร์ ต่อจากนั้นอีก 2 เดือน ยานไวกิง 2 ก็ลงในที่ราบทางเหนือชือที่ราบยูโทเปีย (Utopia) ยานทั้งสองมีแขนกลยื่นออกไปตักดินบนดาวอังคารมาวิเคราะห์ภายในยาน เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต หรือซากของสิ่งมีชีวิต แต่การวิเคราะห์ไม่ยืนยันว่ามีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ต่อจากยานไวกิงคือ ยานมาร์สพาธไฟเดอร์ ที่นำรถโซเจนเนอร์ไปด้วย ยานได้ลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2540 ภาพที่น่าตื่นเต้นคือการติดตามรถคันเล็กๆ เคลื่อนที่สำรวจก้อนหินใกล้ฐานซึ่ง ต่อมาได้รับชื่อว่า ฐานเซแกน ภาพก้อนหินที่เรียงในทิศทางเดียวกันชี้ให้ เห็นว่าบนดาวอังคารเคยมีน้ำไหลมาก่อน ล่าสุดยานมาร์สโกลบอล เซอร์เวเยอร์ ซึ่งกำลังเคลื่อนรอบดาวอังคารได้ส่งภาพหุบเหวที่เป็นร่องลึกหรือที่เรียกว่า แคนยอน ซึ่งคดเคี้ยวไปมา ในอนาคตสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีโครงการที่จะส่งยานอวกาศไปเก็บดินจากดาวอังคารกลับมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการบนโลก และอีกไม่นานมนุษย์จะเดินทางไปดาวอังคารเช่นเดียวกับการลงบนดวงจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2512

ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)

ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลก 11.2 เท่า นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ เพราะมีองค์ประกอบเป็นก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมคล้ายในดวงอาทิตย์ ความหนาแน่นของดาวพฤหัสบดีจึงต่ำ (1.33 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) เมื่อดูในกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นเป็นดวงกลมโตกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ พร้อมสังเกตเห็นบริวาร 4 ดวงใหญ่เรียงกันอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรด้วย กาลิเลโอเป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่ใช้กล้องส่องพบบริวารสี่ดวงใหญ่นี้ จึงได้รับเกียรติว่าเป็นดวงจันทร์ของกาลิเลโอ ความเป็นที่สุดของดาวพฤหัสบดี ใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลาย โดยมีเส้นผ่านศุนย์กลางเป็น 11.2 เท่าของโลก ขนาดเชิงมุมใหญ่ที่สุดเท่ากับ 50.0 ฟิลิปดา มีมวลสารมากที่สุดโดยมีเนื้อสารเป็น 318 เท่าของโลก หรือ 2.5 เท่าของดาวเคราะห์อื่นและบริวารรวมกัน มีปริมาตรมากที่สุด ถ้าดาวพฤหัสบดีกลวงจะสามารถจุโลกได้ 1,430 โลก หมุนรอบตัวเองเร็วที่สุด โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมงในการ หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ดังนั้น 1 วันบนดาวพฤหัสบดีจึงสั้นที่สุดด้วย การหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วของดาวเคราะห์ ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีออกจากจุดศูนย์กลาง ดาวพฤหัสบดีจึงโป่งออกบริเวณเส้นศูนย์สูตร ซึ่งสามารถสังเกตได้แม้ในรูปขนาดเล็ก มีความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ผิวมากที่สุด โดยมีค่าเป็น 2.53 เท่าของโลก นั่นหมายความว่าถ้าเราอยู่บนดาวพฤหัสบดีเราจะหนักเป็น 2.53 เท่าของน้ำหนักบนโลก มีความเร็วของการผละหนีที่ผิวมากที่สุด (60 กิโลเมตรต่อวินาที เทียบกับ 11.2 กิโลเมตรต่อวินาทีที่ผิวโลก) ดังนั้นก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียมที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ จึงไม่สามารถหนีจากดาวพฤหัสบดีได้ เป็นราชาแห่งดาวเคราะห์เพราะความเป็นที่สุดดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นระบบสุริยะย่อยๆ เพราะมีบริวารอย่างน้อย 16 ดวง เคลื่อนไปรอบๆ คล้ายดวงอาทิตย์ที่มีดาวเคราะห์โคจรรอบ 9 ดวง สมบัติอื่นๆ ของดาวพฤหัสบดีคือ มีจุดแดงใหญ่อยู่ที่ละติจูด 22 องศา มีขนาดโตกว่า 3 เท่าของโลก จุดแดงใหญ่เป็นพายุหมุนที่เกิดในบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี สังเกตุพบครั้งแรกโดย รอเบิร์ด ฮุค เมื่อ พ.ศ. 2207 และแคสสินี ในปีพ.ศ. 2208 จุดแดงใหญ่มีอายุอยู่ได้นานเพราะมีขนาดใหญ่ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และไม่มีใครบอกได้ว่าจุดแดงใหญ่จะหายไปเมื่อใด มีแถบและเข็มขัดขนานกันในแนวเส้นศูนย์สูตร เมื่อดูจากภาพถ่ายหรือดูในกล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง จะเห็นแถบกว้างหลายแถบ ระหว่างแถบมีร่องลึกคล้ายแข็มขัดหลายเส้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี

ดาวเสาร์ (Saturn)

ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความสวยงาม จากวงแหวนที่ล้อมรอบ เมื่อดูในกล้องโทรทรรศน์จะเห็นวงแหวน ซึ่งทำให้ดาวเสาร์มีลักษณะแปลกกว่าดาวดวงอื่นๆ ดาวเสาร์มีองค์ประกอบคล้ายดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีลมพายุพัดแรงความเร็วถึง 1,125 ไมล์ต่อชั่วโมง มีขนาดใหญ่รองจากดาวพฤหัสบดี ถ้านับวงแหวนเข้าไปด้วย จะมีขนาดเท่าดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุด กล่าวคือมีความหนาแน่นเพียง 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร ซึ่งน้อยกว่าความหนาแน่นของน้ำ ดังนั้นหากมีน้ำจำนวนมากรองรับ ดาวเสาร์ก็จะลอยน้ำได้ เนื่องจากดาวเสาร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 2 เท่าของระยะดาวพฤหัสบดีจากดวงอาทิตย์ จึงใช้เวลานานเกือบ 30 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ แต่ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองเร็วมาก จึงทำให้โป่งออกทางด้านข้างมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น สามารถสังเกตได้แม้ในภาพถ่ายขนาดเล็กวงแหวนของดาวเสาร์เป็นก้อนหินและน้ำแข็งสกปรก กล่าวคือ น้ำแข็งช่วยยึดฝุ่นและก้อนหินสกปรกเข้าด้วยกัน ก้อนน้ำแข็งสกปรกมีขนาดต่างๆ กัน และมีเป็นจำนวนมาก น้ำแข็งสะท้อนแสงดวงอาทิตย์ได้ดี เราจึงเห็นวงแหวนชัดเจน วงแหวนบางมาก และประกอบด้วยวงแหวนจำนวนหลายพันวง แต่สังเกตได้จากโลกเห็นเป็นชั้นๆ ชั้นนอกสุด เรียกว่า วงแหวน A วงสว่างที่สุดอยู่ใกล้ดาวเสาร์เรียกว่า วงแหวน B ช่องว่างระหว่างวงแหวนทั้งสองนี้เรียกว่า ช่องแคสสินี (Cassini Division) ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลิ Giovani Cassini ซึ่งพบวงแหวนนี้เป็นคนแรกในปี 1675 ภายในวงแหวน B มีวงแหวนที่ไม่สว่างชื่อวงแหวน C ภาพจากการถ่ายของยานไพโอเนียร์และวอยาเจอร์แสดงให้เห็นว่า มีวงแหวนมากกว่าสามวง คือมีวงแหวน D ซึ่งมองเห็นเลือนๆ นอกจากนี้ยังมีวงแหวนชั้นนอกที่มีลักษณะแคบๆ เรียกว่าวงแหวน F และวงแหวน G ด้านหลังของวงแหวนทั้งสองนี้เป็นวงแหวนขนาดกว้าง แต่มีความเลือนคือ วงแหวน E วงแหวนทั้งหมดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 375,000 ไมล์ วงแหวนแต่ละวงบางมากเมื่อเทียบกับความกว้าง เปรียจประดุจดังแผ่นกระดาษ ดังนั้นเมื่อด้านข้างของวงแหวนหันมาทางโลก เราจึงมองไม่เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ วงแหวนดาวเสาร์เอียงจากระนาบทางโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์เป็นมุม 27 องศา เมื่อดูจากโลกจึงเห็นวงแหวนไม่เหมือนกันในแต่ละตำแหน่ง ถ้าวงแหวนหันด้านข้างมาทางโลกเราจะมองไม่เห็นวงแหวนเลย แต่จะเห็นเป็นเส้นสีดำพาดผ่านดาวเสาร์ ยานอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และวอยเอเจอร์ 2 ที่ผ่านเฉียดดาวเสาร์พบว่า วงแหวนของดาวเสาร์ด้านที่ได้รับแสงแดดมีอุณหภูมิ -180 องศาเซลเซียส ส่วนด้านมืดอุณหภูมิต่ำกว่านี้เป็น -200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำขนาดนี้น้ำแข็งจะไม่ระเหยหรือกลายเป็นไอเลย วงแหวนที่เห็นจากโลกเป็น 3 ชั้นนั้น แท้ที่จริงประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆ จำนวนเป็นล้านๆ วง วงแหวนก่อรูปร่างอย่างไรและเมื่อไร? วงแหวน C และ B ได้ก่อตัวเมื่อดาวเสาร์หรือดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะเริ่มเกิดขึ้น ดาวเคราะห์ก่อตัวด้วยแก๊ซและอนุภาคที่ลอยในอวกาศ วงแหวนอาจก่อตัวโดยอนุภาคน้ำแข็งที่ตกค้าง วงแหวน A อาจเป็นเศษที่เหลือของดาวบริวารที่เป็นน้ำแข็งของดาวเสาร์ ประมาณ 10 ล้านปีมาแล้ว ดวงจันทร์อาจแตกแยกออกจากกัน ชิ้นส่วนทั้งหมดของดวงจันทร์อาจกระจัดกระจายเป็นวงแหวนกว้าง ในขณะที่มันหมุนรอบดาวเคราะห์

ดาวยูเรนัส (Uranus)

ดาวเคราะห์ชั้นนอกดวงต่อไปถัดจากดาวเสาร์ได้แก่ดาวยูเรนัส ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่เป็นที่สามในระบบสุริยะ มันมีลักษณะเลือนลาง จะต้องมองดูด้วยกล้องโทรทัศน์เท่านั้นจึงสามารถมองเห็น เราเคยคิดว่ามันเป็นดาวฤกษ์ ในปี 1781 William Herschel ได้ใช้กล้องโทรทัศน์ค้นพบว่า ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ เขาเห็นแผ่นกลมสีเขียวที่ไม่มีรอย ต่อมา นักดาราศาสตร์ได้พบดาวบริวารห้าดวง ในปี 1977 ได้มีการพบวงแหวนของดาวยูเรนัส ถึงแม้ว่านักดาราศาสตร์จะใช้กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุด แต่เขาก็ยังไม่สามารถค้นหาอะไรได้มากมายนักเกี่ยวกับดาวยูเรนัสเอง ในปี 1986 ยานอวกาศวอยาเจอร์2 ได้บินผ่านดาวยูเรนัสและได้ส่งภาพที่ชัดเจนของดาวยูเรนัส และวงแหวนตลอดจนดาวบริวารของมันกลับมายังพื้นโลก ในที่สุดเราก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยว

ดาวบริวารที่ประหลาด

ยานวอยาเจอร์ยังพบดาวบริวารขนาดเล็กสิบดวงที่อยู่รอบดาวยูเรนัสซึ่งไม่เคยพบมาก่อน ทั้งหมดหมุนรอบๆระหว่างวงแหวนและดาวมิแรนดา มิแรนดาเป็นดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดของบรรดาดาวทั้งห้าดวงซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาก่อนแล้ว ดาวบริวารเหล่านี้ประกอบด้วยน้ำแข็งและหิน เป็นดาวบริวารที่แปลกประหลาดที่สุดในระบบสุริยะ ดาวบริวารของดาวยูเรนัสมีหย่อมขนาดใหญ่สีขาวและสีดำ ซึ่งอาจเกิดจากการผสมกันระหว่างน้ำแข็งและแก๊ซแข็ง มีหุบเขาลึกและภูเขาสูงด้วยเช่นเดียวกัน บนดาวมิแรนดาจะมีหน้าผาสูงสิบสองไมล์ นักดาราศาสตร์คิดว่าครั้งหนึ่งมิแรนดาอาจแตกเป็นส่วนๆต่อมา ชิ้นส่วนเหล่านี้กลับเข้ามาประกบอีกเหมือนก่อน กับดาว

ดาวเนปจูน (Neptune)

เมื่อดาวยูเรนัสถูกค้นพบ คนได้วันเส้นทางของมันผ่านอวกาศ การหมุนรอบของดาวยูเรนัสมีลักษณะผิดปกติบางคนคิดว่าจะต้องมีดาวเคราะห์ดวงใหญ่อีกดวงหนึ่ง ดาวเคราะห์ที่ไม่เป็นที่รู้จักอาจอยู่ถัดจากดาวยูเรนัส แรงโน้มถ่วงของมันอาจจะดึงไปที่ดาวยูเรนัสจึงทำให้การหมุนของมันเปลี่ยนแปลง ในปี 1845 นักดาราศาสตร์สองคนที่ทำงานคนละที่ในอังกฤษและฝรั่งเศสรู้ว่าดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ที่ใหน ทั้งสองมีความเห็นตรงกัน คนอื่นๆก็เริ่มลงมือศึกษาดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ ในปี 1846 ชาวเยอรมันชื่อ Johann Galle ได้พบโลกใหม่ด้วยกล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่ มันอยู่ในตำแหน่งที่นักดาราศาสตร์คนอื่นได้ระบุไว้ก่อนแล้ว ดาวเคราะห์ดวงใหม่มีสีน้ำเงินมีชื่อว่าดาวเนปจูนตามชื่อเทพเจ้าแห่งทะเลโรมัน ดาวเนปจูนโตเกือบเท่าดาวยูเรนัส มันเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ในระบบสุริยะ มันอยู่ห่างไกลจากโลกมาก จึงทำให้มองเห็นสลัวมาก ดาวเนปจูนสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องสองตา มันดูคล้ายกับดาวฤกษ์ ยังไม่มียานอวกาศที่เคยไปยังดาวเนปจูน สิ่งที่เรารู้ทั้งหมดก็คือ ดาวเคราะห์ดวงนี้มองเห็นจากโลกก็เหมือนกับดาวยูเรนัส มีมหาสมุทร น้ำที่ลึกล้อมรอบแกนหินซึ่งอยู่ใจกลางของดาวเนปจูน บรรยากาศของดาวเนปจูนไม่เต็มไปด้วยหมอกเหมือนกับดาวยูเรนัส กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่แสดงให้เห็นแถบกลุ่มควันขาวที่หมุนรอบดาวเนปจูน บรรยากาศจะเย็นมาก กลุ่มควันประกอบด้วยมีเทนที่แข็ง บางครั้งกลุ่มควันเหล่านี้จะกระจายออกและปกคลุมดาวเนปจูนทั้งดวง อาจมีลมพัดจัดบนดาวเนปจูน ลมเกิดจากอากาศร้อนที่ลอยขึ้น ลมเย็นพัดเข้าไปแทนที่ บนดาวเนปจูน ความร้อนต้องมาจากภายในเพื่อทำให้ลมพัด ในเดือนสิงหาคม ปี 1989 ยานวอเยเจอร์ 2 ได้ไปถึงดาวเนปจูน มันบินผ่านและส่งภาพและการวัดกลับมายังพื้นโลกเราคงมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับดาวเนปจูน ต่อจากนั้น ยานวอเยเจอร์ 2 จะบินออกจากระบบสุริยะตั้งแต่ได้ออกจากโลกไปในปี 1977 ยานอวกาศจะบินผ่านดาวเคราะห์ชั้นนอกสี่ดวง ยังไม่มียานลำใดที่ได้ไปยังดาวเคราะห์ต่างๆมากเหมือนยานวอยาเจอร์

10 อันดับดวงดาวที่น่าพิศวงมากที่สุดในระบบสุริยะ

สำหรับนักดูดาวแล้ว ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะส่องแสงระยิบระยับคล้ายๆกัน แต่ในความเป็นจริงดาวฤกษ์ในจักรวาลกำลังเดินไปบนเส้นทางวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน เริ่มจากการระเบิด แต่จุดจบของมันก็ไม่ใช่ความสิ้นสุด ทว่าคือความแปรเปลี่ยนไปเป็นเทหวัตถุใหม่หลากหลายชนิด ตั้งแต่ดาวแคระขาวไปจนกระทั่งถึงหลุมดำ ซึ่งหลายชนิดมีความลึกลับและน่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง

ต่อไปนี้คือ 10 อันดับดาวลึกลับหรือน่าพิศวงที่นักดาราศาสตร์จัดไว้

อันดับ 10 ดาวแคระขาว

เมื่อดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลขนาดดวงอาทิตย์หรือน้อยกว่า1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ เผาผลาญเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดไป ผิวนอกของมันจะระเบิดและกระจายไปในอวกาศ ส่วนแกนกลางจะยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระขาว(white dwarf)

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเปลือกของดาวแคระขาวซึ่งมีความหนาราว 31 ไมล์หรือ 50 กิโลเมตรเป็นผลึกของคาร์บอนและออกซิเจนซึ่งคล้ายกับเพชร ดาวแคระขาวจึงถูกเรียกขานว่า”เพชรในอวกาศ”

อันดับ 9 ดาวแม็กเนตาร์

ดาวแม็กเนตาร์(Magnetars) คือดาวนิวตรอนชนิดหนึ่ง ความน่าพิศวงของมันก็คือ สนามแม่เหล็กของดาวแม็กเนตาร์มีพลังงานสูงกว่าสนามแม่เหล็กของโลกหลายพันล้านเท่า มันปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมาทุกๆ 10 วินาที และบางครั้งยังปล่อยรังสีแกมมาออกมาอีกด้วย

อันดับ 8 กระจุกดาว

ดาวฤกษ์ต่างๆในกาแล็กซี่ไม่ได้อยู่กันตามลำพังหรือเป็นคู่ๆ หรือสามสี่ดวงเท่านั้น ทว่ายังมีดาวฤกษ์อยู่ใกล้กันเป็นกระจุกอีกด้วย บางกระจุกดาวมีดาวฤกษ์เพียงไม่กี่สิบดวง แต่บางกระจุกดาวมีดาวฤกษ์มากถึงหลายล้านดวง ดาวฤกษ์เหล่านี้กำเนิดในช่วงเวลาเดียวกันและในบริเวณเดียวกันก็จริงแต่ทำไมพวกมันจึงอยู่รวมกันเป็นกระจุก? นี่เป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนทุกวันนี้

อันดับ 7 พัลซาร์

ปี 1999 นักดาราศาสตร์ตรวจพบรังสีเอ็กซ์และรังสีแกมมาที่ปล่อยออกมาจากดาวนิวตรอน เชื่อกันในขณะนั้นว่ามันเป็นการระเบิดซึ่งเกิดจากการสั่นไหวของพื้นผิวดาวนิวตรอนที่เรียกว่า Starquake คล้ายกับแผ่นดินไหวบนโลก ทว่าการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ของ จอห์น มิดเดิลดิตช์ นักวิทยาศาสตร์ของห้องทดลองแห่งชาติลอส อลามอส และทีมงานพบว่ามันเกิดจากการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วพัลซาร์ (Pulsar) ดาวนิวตรอนชนิดหนึ่ง และยังพบว่าเวลาการสั่นไหวในครั้งต่อไปของมันจะเป็นส่วนกับขนาดของการสั่นไหวครั้งก่อน

อันดับ 6 ซุปเปอร์สตาร์

จักรวาลก็มีซุปเปอร์สตาร์ มันคือดาวนิวตรอน ( Neutron Stars ) ซึ่งเกิดจากดาวฤกษ์มวลมาก( 1.5 ถึง 3 เท่าของดวงอาทิตย์) ระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวาเมื่อมันเผาพลาญเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดและยุบตัวลง

ดาวนิวตรอนเป็นดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุด อัดแน่นไปด้วยนิวตรอนเกือบทั้งหมด เนื้อดาวขนาดหนึ่งช้อนชาจะหนักถึงหนึ่งพันล้านตันบนโลกหรือมากกว่า ดาวนิวตรอนที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับเมืองเล็กๆเท่านั้น

เมื่อปี 2005 นาซาตรวจพบดาวนิวตรอนสองดวงชนกันซึ่งปล่อยรังสีแกมมาออกมาอย่างมหาศาล มีความสว่างเท่ากับแสงของดวงอาทิตย์ถึง 100,000 ล้านล้านเท่า นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการชนกันของดาวนิวตรอนจะกลายเป็นหลุมดำในที่สุด

อันดับ 5 ดาว RRATs

นักดาราศาสตร์ค้นพบคลื่นวิทยุที่ส่งมาจากดาวปริศนาหลายดวงในกาแล็กซี่ทางเผือกเป็นช่วงๆและในเวลาสั้นๆเพียง 1 ในร้อยของวินาทีเท่านั้น การศึกษาพัลซาร์หรือดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วและปล่อยรังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา คลื่นวิทยุและแสงสว่างออกมาเป็นจังหวะ มากกว่า 800 ดวง พบว่าไม่ใช่ต้นตอแน่นอน เพราะการส่งคลื่นวิทยุของมันแตกต่างกัน แต่ดาวปริศนานี้ก็หมุนรอบตัวเองคล้ายกับพัลซาร์

นักดาราศาสตร์เรียกดาวปริศนานี้ว่า Rotating Radio Transients หรือRRATs

และเชื่อว่ามันอาจจะเป็นดาวนิวตรอนชนิดหนึ่งที่มีวิวัฒนาการแตกต่างจากดาวนิวตรอนและดาวแม็กเนตาร์หรือกำลังวิวัฒนาการจากดาวนิวตรอนไปเป็นดาวแม็กเนตาร์ก็เป็นได้

อันดับ 4 ระบบดาวฤกษ์

ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอย่างดวงอาทิตย์แต่อยู่รวมกันเป็นระบบที่เรียกว่า Multiple-Star Systems โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่กันเป็นคู่ๆที่เรียกว่า Binary Stars

นอกจากพวกมันจะอยู่รวมกันแล้ว ดาวฤกษ์เหล่านี้จะมีดาวเคราะห์บริวารด้วยหรือไม่ ในปี 2005 นักดาราศาสตร์ก็ได้คำตอบเมื่อพบดาวเคราะห์บริวารดวงแรกของดาวเคราะห์คู่

อันดับ 3 ซุปเปอร์โนวา

ปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในท้องฟ้าอย่างหนึ่งก็คือ ซุปเปอร์โนวา (Supernova) การระเบิดของดาวฤกษ์มวลมากที่หมดอายุขัย ซึ่งจะส่งลำแสงพลังงานสูงและสสารสู่อวกาศ และยุบตัวลงเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ

ซุปเปอร์โนวามีความสว่างจ้าบนท้องฟ้าชั่วขณะหนึ่งซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้ในเวลากลางวัน นับตั้งแต่เกิดซุปเปอร์โนวาเคปเลอร์เมื่อปี 1604 แล้ว นักดาราศาสตร์ก็ยังไม่พบซุปเปอร์โนวาที่เกิดในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกอีกเลย

อันดับ 2 โซลาร์แฟลร์

ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะก็มีความน่าพิศวง บรรยากาศของดวงอาทิตย์หรือ คอโรนา (Corona) จะมีอุณหภูมิสูงถึง 3.6 ล้านองศาฟาเรนไฮต์ หรือ 2 ล้านองศาเซลเซียส พลังงานความร้อนที่สูงมากขนาดนี้จะสาดอนุภาคพลังงานสูงที่มีประจุไฟฟ้าให้พุ่งออกจากดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าความเร็วแสง การประทุนี้เรียกกันว่าโซลาร์แฟลร์ (Solar Flares) ซึ่งทำให้เกิดพายุสุริยะ เมื่อพายุสุริยะเดินทางถึงชั้นบรรยากาศของโลกมันสามารถทำลายระบบสื่อสารและดาวเทียมของโลกหรือ แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือได้

การประทุโซลาร์แฟลร์ขนาดใหญ่ที่สุดมีพลังงานสูงเทียบเท่ากับระเบิดไฮโดรเจนหลายล้านลูก หรือมีพลังงานเพียงพอที่จะใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้นานถึง 100,000 ปี

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์อยู่ในช่วงเริ่มต้นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างและปฏิกิริยาภายในของดวงอาทิตย์เพื่อจะทำนายปรากฏการณ์อันน่าพิศวงอย่างเช่นโซลาร์แฟลร์นี้

อันดับ 1 หลุมดำ

อันดับ 1 ก็คือหลุมดำ (Black Holes) หลุมดำกำเนิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์มวลมากเมื่อสิ้นอายุขัย ความน่าพิศวงของหลุมดำก็คือมันมีความหนาแน่นมากจนกระทั่งไม่มีสิ่งใดๆจะหลุดรอดจากแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของมันได้แม้กระทั่งแสง

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์พบหลักฐานว่าหลุมดำมีอยู่จริง และยังพบว่ามีหลุมดำยักษ์ที่เรียกว่า Supermassive Black Holes ซึ่งมักจะอยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี่ด้วย

เผยเคล็ดลับกินปลาเยอะแก้สมาธิสั้น

สตอกโฮล์ม* ยัน”กินปลาปลาแล้วฉลาด” เป็นเรื่องจริง พบไขมันปลามีคุณอเนกประการ รักษาอาการสมาธิสั้น อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง และซึมเศร้าได้ผล

“ไขมันปลาช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าและอาการทางจิตต่างๆได้” นักวิจัยอาวุโสด้าน ประสาทวิทยาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกล่าวต่อที่สัมนาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในกรุง สตอกโฮล์มเมื่อวันพฤหัสฯ “ถ้าสมองไม่ได้รับไขมันอย่างเหมาะสม มันก็จะทำงานไม่เป็น ปกติ”

ไขมันที่ช่วยพิชิตอาการซึมเศร้าได้ก็คือ โอเมกา-3 ซึ่งพบในน้ำมันปลา เช่น ปลาแซลมอน และปลาแม็กเคอเรล

ริ ชาร์ดสันพบว่า การขาดไขมันปลา ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาการและการทำงานของเซลล์ สมอง ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า โรคออทิซึ่ม อ่านไม่รู้เรื่อง และสมาธิสั้น

ทำบุญอย่างไรจึงจะรวยเร็วทันตาเห็น?

ถาม – ผมเข้าใจถูกไหมว่าการทำทานเป็นเหตุแห่งความร่ำรวย? ถ้าหากเข้าใจผิด หรือยังทำบุญไม่ถูกอย่างไร จะขอคำแนะนำหน่อยได้ไหม?

ขอสรุปง่ายๆคือถามว่าทำบุญอย่างไรจึงจะรวยเร็วทันตาเห็นนะครับ ประทานโทษ นี่พูดตามเนื้อผ้า ไม่ได้ว่ากระทบกัน แต่ผมเห็นคนตั้งคำถามแบบนี้หรือคิดทำนองนี้เมื่อใด ดูแล้วทำบุญด้วยจิตของนักเก็งกำไรทุกที คือคิดในแง่การลงทุนที่ต้องการได้ผลตอบแทน ไม่ใช่ทำทานด้วยจิตคิดสละเอาเลย และเมื่อไม่ได้ทำทานด้วยจิตคิดสละ ไม่ได้ทำเพราะอยากอนุเคราะห์อย่างแท้จริง ทานนั้นก็มักมีผลน้อย หรือให้ผลช้า เนื่องจากความโลภเป็นของหนัก นอกจากทำจิตให้ทึบ ไม่ปลอดโปร่งเป็นกุศลเต็มที่แล้ว ยังบั่นทอนกำลังบุญ หรือหน่วงเหนี่ยวไม่ให้เกิดผลเร็วอีกด้วย

ลงทุนทำธุรกิจยังมีความเสี่ยง ยังผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง แล้วลงทุนในรูปแบบของทาน จะให้ได้ดังใจทุกครั้งอย่างไรไหว? กฎแห่งกรรมวิบากเขาไม่ได้ทำงานแบบให้ทานแล้วต้องรวยทันทีเสมอไปครับ เขาดูก่อนว่าคุณคิดให้ด้วยเจตนาอะไร ดูว่าใจคุณ ‘จริง’ แค่ไหน ถ้าตรวจสอบแล้วผ่าน เขาก็ให้ ไม่มีการอั้นไว้ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังใดๆอย่างแน่นอน

เพื่อให้เปรียบเทียบง่ายว่าทานที่ดีต้องหลีกเลี่ยงอาการท่าไหน ผมจะพาสำรวจการทำงานของจิตขณะให้ทานแบบเก็งกำไรดังนี้

๑) ก่อนให้มีความโลภครอบงำ จิตจึงมืด ไม่สว่าง

๒) ขณะให้อาจมีความรู้สึกดีๆบ้าง จิตจึงอาจสว่าง แต่ก็ยืนอยู่บนฐานของความโลภอยู่ดี

๓) หลังทำจะมีความคาดหวัง รอคอย ชนิดแทบจะชะเง้อออกมานอกหน้าต่างทุก ๕ นาทีว่าเมื่อไหร่ลาภจะชะลอลงมาจากฟากฟ้า

เห็นชัดๆทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำอย่างนี้ ลองหาให้เจอสิครับว่ากุศลจิตขนานแท้อยู่ตรงไหน กฎแห่งกรรมวิบากที่ชัดเจนข้อหนึ่งคือถ้าก่อกรรมโดยมีโลภะ โทสะ โมหะเจืออยู่ กรรมนั้นจะเป็นอกุศล หรือกระเดียดไปในทางอกุศล หรืออย่างน้อยที่สุดถึงตั้งต้นเป็นกุศลจริงก็จะถูกแย่งพื้นที่ความสว่างไป ด้วยเพราะมีเงาอกุศลทาบทับอยู่ดี

ไม่ใช่ว่าทำบุญแบบเก็งกำไรแล้วสูญเปล่าหรอกนะครับ ผลบุญยังมีอยู่ดี เพียงแต่จะมาช้า แล้วก็ไม่หนักแน่น ทำนองเดียวกับนักดนตรีที่เล่นไม่เก่ง ใช่ว่าทำให้เสียงดนตรีดังไม่ได้ แต่ดังแล้วไม่เพราะ ไม่ได้จังหวะจะโคน ไม่หนักแน่นเร้าใจเท่านั้นเอง

มาถึงข้อที่ว่าทำทานอย่างไรจะเรียกว่าเป็นทานอย่างแท้จริง เป็นบุญที่อำนวยผลใหญ่รวดเร็ว ก่อนอื่นคุณต้องเลื่อมใสว่าทานมีผลทั้งปัจจุบันและอนาคต

ผลปัจจุบันคือมีความสุขที่จะให้ มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือ มีความสุขจากการสละขยะหมักหมมพะรุงพะรังออกจากจิต พูดง่ายๆคือได้เสพสุขจากจิตอันทรงภาวะเมตตากรุณานั่นเอง

ผลในอนาคตคือการสะท้อนตอบแบบให้ไปย่อมได้มา คุณช่วยคนอื่น ก็คือการสร้างแรงขึ้นมาแรงหนึ่งส่งออกไป ย่อมมีแรงสะท้อนกลับเป็นการมีมือมนุษย์ช่วยเหลือ หรือมีเหตุการณ์ประจวบเหมาะช่วยเหลือ หรือถือกำเนิดใหม่ในแดนเกิดที่พร้อมช่วยเหลือให้คุณอยู่สบายไม่เดือดร้อน

การมีความเลื่อมใสว่าทานมีผลนั้น แตกต่างจากการโลภว่าทำทานต้องได้ผลตอบแทนคืนมา จิตคุณจะเชื่อมั่นว่ากำลังทำดี สร้างทางน่าอบอุ่นใจให้ตนเองเดินทั้งในปัจจุบันและอนาคต ก่อนทำคุณไม่คาดหวังว่าต้องได้ผลคืนเป็นเงินทองเท่าใด ขณะทำคุณเป็นสุขกับบุญอันวิเศษ หลังทำคุณอิ่มใจที่ประกอบกรรมดีสำเร็จ

เมื่อไหร่ที่คุณให้จนเกิดความรู้สึกราวกับซื้อของให้ตัวเอง นั่นแหละคุณ ‘ทำทาน’ อย่างแท้จริง ฝึกจนถึงจุดจริงๆจะรู้ครับว่ารู้สึกอย่างไร เหมือนดีใจที่ได้ของเอง เพราะเข้าใจล่วงหน้าอย่างลึกซึ้งว่าผู้รับเขาจะเกิดปีติสุขและอิ่มเอมกับการใช้ของขนาดไหน แล้วคุณพลอยร่วมยินดีในระดับเดียวกันหรือเกินกว่าเขา

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และทุกคนเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็คือมีคนจนมากกว่าคนรวย ซึ่งก็สอดคล้องกันดีกับความจริงที่ว่ามีคนอยากเอามากกว่าอยากให้ นี่เป็นกฎธรรมชาติ และธรรมชาติก็แสดงผลให้ดูกระจะตาอยู่ตลอดเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์ เพียงแต่สิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่อาจจับเหตุมาชนผลได้ถูก ต้องอาศัยผู้รู้เช่นพระพุทธเจ้ามาประกาศ ท่านทั้งยืนยันและตรัสในลักษณะคะยั้นคะยอให้ทำบุญอย่างถูกต้อง ทำบุญให้มากเถิด ผลคือความสุขความสวัสดีย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน

จะว่าไปถ้าคิดตามสามัญสำนึกของคนทั่วไปที่ถูกครอบงำด้วยความไม่รู้และอุปาทาน ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจเหมือนกันนะครับ เพราะหลักการเบื้องต้นฟังขัดแย้งกันชอบกล อยากมีมาก แต่หากให้คนอื่นไปแล้วมันจะมีมากได้อย่างไร ก็ต้องมีน้อยลงน่ะซี เห็นด้วยตาเปล่าชัดๆ

นี่แหละ เรามัวแต่เชื่อตาเปล่าจนลืมชำเลืองกลับมาที่ใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนยิ่งคิดให้มากเท่าไหร่ จิตก็ยิ่งเบาลงจากความโลภและความตระหนี่เท่านั้น เป็นกุศลสว่างยิ่งๆขึ้นเท่านั้น

ขอให้สังเกตเถิดครับ นักให้ทานมือใหม่ โดยเฉพาะที่ให้แบบนักลงทุนเก็งกำไรนั้น จะให้แบบเกร็งๆ ยั้งๆ เหนียวๆ ไม่ค่อยให้เต็มที่หรอก สมมุติว่าในมือมีอยู่ร้อย ก็จะเจียดให้เพียงหนึ่ง หรือไม่ใจป้ำที่สุดก็สิบ แต่เวลาหวังผลจะให้คูณแสนคูณล้าน กลายเป็นเสริมความงกไปเสียนี่ พูดง่ายๆ ยิ่งจนก็ยิ่งหลงประกอบเหตุแห่งความยากจนหนักเข้าไปใหญ่

คำแนะนำที่ดีที่สุด คือประกอบสัมมาอาชีพ ขยันขันแข็งให้เต็มกำลัง และอย่าหวังรวยทางลัด การมีอาชีพซื่อสัตย์สุจริตและความขยันขันแข็งนั้น ไม่ใช่อำนวยผลเฉพาะหน้าที่การงานนะครับ แต่ยังเหมือนเป็นฐานรองรับความกินดีอยู่ดีที่สมตัวในระยะยาวด้วย

เมื่อประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้มา ก็ลองฝึกที่จะเผื่อแผ่ เจือจาน ได้น้อยก็ทำน้อย แต่ขอให้มีใจใหญ่เป็นหลักก็แล้วกัน คุณจะพบด้วยตนเองว่าการให้ในแต่ละครั้งนั้น มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับใจตน คือเบาลงเรื่อยๆ ยินดีมากขึ้นเรื่อยๆ เลื่อมใสในการให้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงตรงนั้นต่อให้ไม่มีผลตอบแทนเป็นรูปธรรมใดๆ ใจคุณก็ไม่รอแล้ว เพราะอิ่มสุขอิ่มปีติอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว

ตรงจุดนั้นแหละครับ ความช่วยเหลือจากธรรมชาติจะเริ่มไหลมาเทมา คุณไม่อยากได้ก็ต้องได้ คุณไม่อยากรวยก็ต้องรวย เพื่อเอาไว้เป็นทุนทำทาน เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวต่อไปไงครับ

ตำนานพระฤษี

ตำนานพระฤษีตาวัวเล่าว่าในกาลก่อนท่านเป็นพระภิกษุผู้ตาบอดทั้งสองข้าง แต่พระตาบอดรูปนี้มีวิชาอาคมมาก ด้วยว่าชอบเล่นแร่แปรธาตุ ท่านยังมีปรอทเรืองแสงก้อนหนึ่งที่วิเศษนักอีกด้วย พระลูกศิษย์ของท่านได้ออกหาดวงตาศพคนตายเพื่อจะควักมาให้อาจารย์ของตนทำพิธี เปลี่ยนดวงตา แต่ทว่าหาดวงตาของคนไม่ได้ จึงควักเอาดวงตาของวัวที่เพิ่งตายมาแทน พระอาจารย์ก็เปลี่ยนตาวัวใส่ตาของตน แล้วใช้ปรอทวิเศษคลึงดวงตาทั้งสอง และทันใดนั้นดวงตาของท่านก็มองเห็นได้ทันที เพียงแต่ลูกตามีลักษณะคล้ายวัวเท่านั้น ต่อมาท่านลาสิกขาบท เพราะรู้ตัวตนว่าชอบทางคาถาอาคม เล่นแร่แปรธาตุ ท่านจึงไปประพฤติตนเป็นพระฤษีอยู่ตามป่าเขาพงไพรจนชาวบ้านเรียกขานท่านว่า “พระฤษีตาวัว” นับจากนั้น

พระฤษีนารท
อีกตำนานหนึ่งแห่งดุริยะเทพศิลป์
พระฤษีผู้เป็นครูแห่งการร้องรำ การแสดง และการดนตรีนั้นมีนามเรียกขานกันว่าพระฤษีนารท แต่อาจแตกต่างกันไปดังนี้ พระฤษีนารอด พระฤษีนารท บางตำราก็ว่าท่านมีนามว่า “พระปรคนธรรพ” บ้างในสายนาฏศิลป์พระฤษีนารทปรากฏประวัติความเป็นมาทั้ง ในคัมภีร์ทางคติฮินดู ในตำราอินเดีย และตำรานาฏศิลป์ของไทยเรา ส่วนใหญ่ล้วนกล่าวตรงกันว่าท่านเป็น “บรมครู” แห่งนาฏศิลป์ และดุริยางค์ศิลป์ ผู้ที่จะบรรเลงดนตรี หรือรำฟ้อนล้วนต้องไหว้ครู หรือครอบครูมาก่อน และ “ครู” หรือที่พวกศิลปินเรียกขานว่า “พ่อแก่” นั้นก็คือพระฤษีนารท นี่เอง

พระฤษีตาไฟ
พระฤษีตาไฟปรากฏเกร็ดประวัติอยู่ในหลากหลายตำนานทั้งของอินเดีย และของไทยเราตำนานหนึ่งของพระฤษีตาไฟมีอยู่ว่า พระฤษีตาไฟก็เป็นพระฤษี 1 ใน 4 องค์
ที่ร่วมกันสร้าง “พระซุ้มกอ” พระเครื่องระดับสุดยอด 1 ในพระเบญจภาคีซึ่งมีอายุเกินกว่าพันปีอันเป็นท
ี่เคารพบูชาของคนไทยชาวพุทธทั่วแผ่นดิน

บาง ตำนานกล่าวว่า พระฤษีตาไฟ เป็นผู้สร้าง “พระท่ากระดาน” เมืองกาญจนบุรี ส่วนอีกตำนานหนึ่งเล่าว่าท่านเป็นผู้สาปเมืองศรีเทพหรือเพชรบูรณ์ให้เป็น เมืองร้าง
หลายตำนานกล่าวว่า พระฤษีตาไฟเป็นฤษีที่ดุ แต่มุ่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในญาณสมาบัติอย่างเคร่งครัด และเป็นผู้ดำรงตนถือศีลใฝ่ธรรมแน่วแน่จนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปใน สมัยนั้น

ฤทธานุภาพของพระฤษีตาไฟ
พระฤษีตาไฟได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นพระฤษี ที่มีความดุอยู่ในตัว อันเนื่องมาจากท่านสามารถเพ่งให้เกิดไฟลุกไหม้ได้อย่างน่าสะพรึง

เป็นที่เชื่อกันว่า การครอบเศียรพระฤษีตาไฟจะมีผลให้ผู้ครอบครูมีอำนาจบารมีสูง แคล้วคลาด ปลอดภัยจากคุณไสย และอาคมต่าง ๆ และยังปรากฏญาณหยั่งรู้เสมือนมีดวงตาที่ 3 มองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่เห็น เช่น เคราะห์ภัยต่าง ๆ บรรดานักโหราศาสตร์จึงนิยมครอบเศียรฤษีตาไฟ เพื่อให้เกิดญาณหยั่งรู้ที่พิเศษยิ่งขึ้นนั่นเอง

ปู่ฤษีนารอด

ปู่ฤษีนารอด หรือนามเดิม “นะรอด” เลื่องลือ ขึ้นชื่อมาก ศาลปู่ฤษีนารอดอยู่ที่วัดเลียบราษฎร์บำรุง หลวงพ่อสร้อย เจ้าอาวาสผู้มีวิชาอาคมได้เป็นผู้ปั้นรูปจำลองของพ่อปู่ฤษีไว้เป็นรูปพระฤษี นั่งชันเข่าทำท่าสูบบุหรี่ พระฤษีตนนี้สร้างขึ้นจาก “ดินเจ็ดป่าช้า” นี่เป็นที่มาของความแรงในฤทธานุภาพ

ปู่ฤษีนารอด บางท่านว่าเป็นครูทางไสยศาสตร์ทางเขมร บางท่านก็ว่าเป็นฤษีชั้นพรหมในคติฮินดูคือ “นารทฤษี” หรือ “พระนารถเทพมุนี” พระฤษีองค์หนึ่งในพระฤษีทั้ง 108 นั่นเอง

ว่ากันว่าปู่ฤษีเป็นบรมครู นอกจากเป็นเอกทางวิชาอาคม แล้วก็ยังเป็นครูทางวิชาคงกระพัน แคล้วคลาด เสน่ห์เมตตา โชคลาภ การสักยันต์ และสรรพวิชาแขนงต่าง ๆ ในคัมภีร์พระเวทดังที่มีผู้ออกนามท่านว่า “พระฤษีนารอดยอดแก้ว” หรือ “พระฤษีนารอดยอดปิฏก”

วิธีบูชาและบนบาน
เมื่อไปที่วัดเลียบราษฎร์บำรุงแล้วก็สมควรจะไปกราบ ไหว้บูชาหลวงปู่สรวงก่อน แล้วจึงไปกราบหลวงพ่อสร้อย จากนั้นจึงค่อยไปกราบปู่ฤษีนารอด

หลวงปู่สรวงเป็นพระผู้มีวิทยาอาคมอย่างเลิศล้ำ ท่านเป็นพระที่หลวงพ่อสร้อยนับถือ ส่วนสังขารหลวงพ่อสร้อยนั้นแม้ปัจจุบันก็ยังมิเน่าเปื่อย ไปกราบไหว้สังขารของท่านและกราบรูปปั้นหลวงพ่อสร้อยก่อนไปไหว้ขอพรปู่ฤษีนา รอด

สิ่งของที่จะไหว้หลวงปู่สรวงและหลวงพ่อสร้อยก็มีเพียงธูป เทียน ทองคำเปลว และพวงมาลัย หรือดอกไม้ตามปกติที่กราบไหว้พระทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับสิ่งของที่ต้องเตรียมมาถวายปู่ฤษีก็คือ บุหรี่ 9 มวน หมากพลู 9 คำ ยาเส้น ผลไม้ บายศรี 1 คู่ และควรมีดอกไม้หรือพวงมาลัยมาถวายด้วย

พระฤษีเพชรฉลูกัญ
ครูแห่งช่างก่อสร้างและดนตรี
หลายตำราเชื่อว่า พระฤษีเพชรฉลูกรรมคือองค์เดียวกับ “พระวิศวกรรม” นั่นเอง

พระวิศวกรรมเป็นครูแห่งการสร้างและการช่างต่าง ๆ แต่บางคนถือว่าเป็นครูทางดนตรีด้วย ซึ่งก็คงเนื่องมาจากท่านเป็นเทพนายช่างผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามอันจะหมายถึงการประดิษฐ์คิดสร้างเครื่องดนตรีด้วย ที่จริงแล้วพระวิศวกรรมเป็นเทพ แต่ด้วยเพราะท่านเป็นเทพผู้ทรงศีลทรงธรรมจึงเป็นที่เคารพในบทบาทของ “พระครูฤษี” ด้วยอีกฐานะหนึ่งก็เป็นไปได้ในหลาย ๆ ตำรายังมีข้อที่ไม่ตรงกันและไม่ยืนยันว่า “พระฤษีเพชรฉลูกรรม” นั้นคือฤษีตนใดกันแน่ แต่หัวโขนพระวิศวกรรมมักมีผ้าขาวโพกเศียร ดังจะแสดงลักษณะของผู้ทรงศีลด้วย อย่างไรก็ดีการบูชาพระฤษีเพชรฉลูกรรมต้องบูชาด้วยความศรัทธาอันบริสุทธิ์ ในไทยเรานิยมบวงสรวงท่านในช่วงเช้าก่อนวันเข้าพรรษาด้วยความเชื่อว่าท่าน เป็นฤษีทรงศีล และเมื่อถือศีล 8 ก็จะมารับของบวงสรวงบูชาได้ในเวลาก่อนเที่ยงเป็นสำคัญ

ปู่ฤษีอินทร์
หลวงพ่อบุญสืบ ท่านเจ้าอาวาสเดิมของวัดทองนาปรัง วัดเก่าแก่แห่งเมืองนนทบุรีท่านเคารพพระอินทร์มาก จากตำนานความเชื่อในอดีตสมัยเล่ากันต่อ ๆ มาว่าหลวงพ่อท่านมีนิมิตถึงพระฤษีตนหนึ่งซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของ
พระอินทร์ที่่เคยบำเพ็ญเนกขัมมบารมีออกบวช ครองเพศพระฤษี อันนับว่าเป็นต้นกำเนิดของโยคี
และพราหมณ์ผู้ออกบวชในสมัยก่อนพุทธกาลนานมาแล้ว

เมื่อท่านมีนิมิตสื่อญาณจิตกับองค์อินทร์ได้ ท่านจึงสร้างรูปปู่ฤษีประดิษฐานอยู่ในศาลภายในวัด พระฤษีนี้จึงทรงเครื่องแปลกกว่าพระฤษีอื่น รูปสมมตินี้สร้างเป็นพระฤษีทรงเครื่องอย่างกษัตริย์อินเดีย
หรือเทพเทวะชั้นสูงมุ่นมวยผม พระวรกายสีเขียว ยืนในท่าประทานพรและมีพระนามเต็มว่า
“มหาฤษีองค์อินทร์ ท้าวสักกะเทวราช”

กราบไหว้ขอพรปู่ฤษี
คนส่วนใหญ่จะนิยมมาวัดทองนาปรัง เพื่อมากราบไหว้ขอพรปู่ฤษีอินทร์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งของที่จะนำมาถวายปู่ฤษีก็ต้องเป็นผลไม้ เช่นกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน น้ำเปล่า หมากพลู บุหรี่ และพวงมาลัยดอกไม้ และธูป 9 ดอก

พ่อปู่ฤษีสรรเพชร
พระครูฤษีอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก คือพ่อปู่ฤษีสรรเพชร ท่านเป็นพระฤษีที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ่อปู่ฤษีสรรเพชรประดิษฐานอยู่ในโพรงถ้ำเล็ก ๆ ภายในอาณาบริเวณวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี
พ่อปู่สรรเพชรเป็นที่กล่าว ขวัญมากในเรื่องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ผู้ที่มากราบไหว้พ่อปู่มักจะมาขอให้หายจากโรคร้าย ซึ่งเมื่อพรสัมฤทธิ์ผลก็บอกกันร่ำลือปากต่อปากจนความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่ แพร่หลายไปทั่วมิได้เป็นที่รู้รันเฉพาะคนสระบุรีเท่านั้น

วิธีกราบไว้ขอพรพ่อปู่

เนื่องจากพ่อปู่เป็นพระครูฤษีที่เสกสร้างวิชาแห่งสมุนไพร วิชาการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ผู้ที่มากราบ มาบนบานพ่อปู่จึงมักมาขอเรื่องของอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ขอยาไปรักษาญาติพี่น้องบ้าง ขอให้ตนเองหายป่วยบ้าง

เล่ากันว่าบางคนต้องมาครบ 7 ครั้ง 9 ครั้งจึงจะสัมฤทธิ์ผล นอกจากขอเรื่องโรคภัยแล้ว บางคนก็มาขอเรื่องการงานการเงิน และเรื่องอื่น ๆ ตามแต่จะปรารถนา ซึ่งก็ได้พรตามปรารถนาก็มากมี ไม่จำเป็นต้องขอแต่เรื่องโรคภัยแต่อย่างเดียว

สิ่งของที่นิยมนำมาถวายเป็นเครื่องสักการะบนบานศาลกล่าวพ่อปู่ฤษีมีดังนี้
– หมากพลู 9 คำ
– บุหรี่ 9 มวน
– ยาสูบหรือยาเส้น
– กล้วย/ส้ม
– น้ำผึ้ง
– น้ำเปล่า
– ธูป 9 ดอก/ดอกไม้/เทียน 9 เล่ม

เมื่อสักการบูชาพ่อปู่แล้ว บางคนก็ลาเอาน้ำเปล่า น้ำผึ้ง และกล้วยกลับบ้านไปทำเป็นยารักษาโรคของตนหรือของคนในครอบครัว

ประวัติ ปู่ฤาษีบรมครูพุทธมงคล

ปู่ฤาษีพุทธมงคล หรือ อีกชื่อหนึ่งก็คือปู่ฤาษีสัจจะพันธคีรีท่านเป็นองค์เดียวกัน ถ้าท่านใดจะไปนมัสการปู่ฤาษีพุทธมงคลหรือ

ปู่ฤาษีสัจจะพันธคีรีก็ขอเชิญไปนมัสการท่านได้ที่ จ. สระบุรี จะได้ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทพระพุทธเจ้าด้วย

เมื่อนมัสการรอยพระพุทธบาทพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เลยขึ้นไปหน่อยหรือถามเจ้าหน้าที่ในวัดก็ได้จะได้ทราบว่าปู่ฤาษี สัจจะพันธคีรี

ท่านประดิษฐ์อยู่ที่ไหน ปู่ฤาษีพุทธมงคล ท่านเป็นครูใหญ่ในวิชาอาคมในสรรพวิชาการในแขนงต่างๆ และท่านปู่ฤาษีพุทธมงคล ท่านจะมีคุณวิเศษ

ด้านวาจาสิทธิ์ ท่านพูดอะไรแล้วจะเป็นวาจาสิทธิ์ ส่วนใหญ่ท่านจะเป็นฤาษีที่พูดน้อย ปู่ฤาษีพุทธมงคลท่านจะเด่นทางพุทธคุณด้านเสน่ย์

เมตตาโชคลาภค้าขายการสักยันต์ลงอักขระเลขยันต์ ทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัยอันตรายทั้งปวงทั่งภูตผีปีศาจยำเกรง และท่านปู่ฤาษีพุทธมงคล

ท่านก็เป็นใหญ่กว่าเทพเทวาทั้งหลาย ถ้าท่านใดได้สักยันต์หรือ ลงกระหม่อม ไว้กับท่านปู่ฤาษีพุทธมงคล จงอยู่ในศีลและอยู่ในธรรม ต้องเป็นคนดีของสังคม

ไม่โกหกหลอกลวงทรัพย์ของผู้อื่น ถ้าปฎิบัติได้ดังนี้ บารมีท่านพ่อปู่ฤาษีพุทธมงคล หรือท่านพ่อปู่ฤาษีสัจจะพันธคีรี ท่านจะมีความเมตตา

และปรกปักรักษาร่างกายของเราให้มีชีวิตที่ดีและจะได้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

 
การบูชาหรือบนบานศาลกล่าวปู่ฤาษีบรมครุพุทธมงคล

จะต้องมี ดอกไม้ 5 ดอก 5 สี ธูป 9 ดอก เทียนบูชา 5 เล่ม บุหรี่ 9 ตัว หมาก 5 คำ
ผลไม้ 5 อย่าง น้ำ 1 แก้ว ทองคำเปลว 3 แผ่น พวงมาลัย 1 พวง

บูชาพระรัตนตรัย

ตั้งนะโม 3 จบ กราบพระ 3 ครั้ง แล้วกล่าว สัคเค
พุทธบูชามหาเตชวันโต ธัมมะบูชามหาปัญญะวันโต สังฆะบูชามหาโภคะวะโห ติโลกะเสฎฐังอะภิบูชะยามิ บูชาทะยามะ ปฏิปฏิธัมมะบูชาสังฆะบูชา

บูชาคุณบิดา ปริตตาสุคะเตเชเสติ ปฏิปฏิธัมมะบูชาสังฆะบูชา บูชาคุณมารดา ปริตตาสุคะเตเชเสติ ปฏิปฏิธัมมะบูชาสังฆะบูชา

บูชาคุณครูบาอาจารย์ บูชาทะยามะ อัคคีพาหูบุปผัง อะหังคิเน ทัตวา ปัพพะเชทะมังพันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ สัพพะทุกขะ นิสสะระณะ

นิพพานะ สัจฉิกะระณัฏฐายะ เอวังเหตุวา สุธัมมะเวเสโสพุโธภะคะวาติ บูชาทะยามะ

ศรีคุรุเทพบูชา

โอม..นะโม คุรุภะโย คุรุปาทุกาภะโย นะมัชปะเรภะยัช ปัรปาทุกาภะยัช อาจารยะ สิทเธศวร ปาทุกาภะโย นะโมนะมัช ศรีคุรุปาทุกาภะยัช
คุรุพรหมมา คุรุวิษณุ คุรุเทโว มะเหศะวะรัช คุรุเรวะ ปัรพรหม ศรีคุรุเวนะมัช
ศรีมัต ปัรพรหม คุรุมัมสะมะรามิ ศรีมัตปัรพรหม คุรุมัม วะทามิ ศรีมัต ปัรพรหม คุรุมัม นะมามิ ศรีมัต ปัรพรหม คุรุมัม ภะชามิ
นาคุโรระ ธิกมัม นาคุโรระ ธิกมัม ศิวาศาสันตัช ศิวาศาสันตัช โอมศานติช ศานติช ศานติช โอม สันติ สันติ สันติ
โอมพรหมมาเทวีจะ คายะตรีตะถะ โควัทธัร เนศะวะรัช ปฟถิวี ยัญปะตศ แจตาน ปัญโจน การานนะ มามะยะทัม

บูชาต่างๆ

นะมามิ อายันตุโภนะโต เทวะสังขาโย อุปริสมิง ทิสาภาเค จัตตาโรเทวา จันโทจะ สุริโยจะ อินโทจะ พรหมมาโณจะ เสยยะถีทัง ทิโตจะ สุรักขะโจ

เทวะเสฏโฐจะ เทวะปุญญะโกจะ เอเตจัตตาโรเทวะ มหาเทวา พุทธปัสสนา ธัมมะปัสสนา สังฆะปัสสนา พุทธคาระวะตา ธัมมะคาระวะตา

สังฆะระวะตา เอหิสมาคัณตวา อาคัจฉันตุ ปะริภุญชันตุ ทิโตจะ สุรักโขจะเมวะเสฏโฐจะ เทวะปุญญะโกจะ จะรังวา ฐิตังวา ติตถังวา นิสินนังวา

สะยานังวา รัตติงนังวา ทิวังวา สัพพะทาตัง รักขันตุมหาเทวะติ เกศบดีนาราย ราหุมุตตะ จันทะกัมมังเอทะกะกัมมัง นะระยะ พรหมจาริยัง

นะโสกัสโปสะมะณะโค อาระเยเมตะ เทวะกัมมัง อะระหะกัมมัง มะนุสสะกัมมัง อาจาริโยโหตุเต

อาราธนาคุณพระต่างๆ

พุทธราธนา ธัมมาราธนา สังฆราธนา ราธนาคุณ พระพุทธ ๕๖ ราธนา ทะยะมะ ราธนาคุณพระธรรม ๓๘ ราธนา ทะยามะ

ราธนาคุณพระสงฆ์ ๑๔ ราธนา ทะยามะ ปฏิปฏิราธนาธัมมะ ราธนาสังฆราธนา ราธนาพระคุณบิดา ๒๑ ราธนา ทะยามะ

ราธนาพระคุณมารดา ๑๒ ราธนา ทะยามะ ราธนาพระคุณครูบาอาจารย์ ๘ ราธนา ทะยามะ นะคะปันโนโหตุ อิทธิฤทธิ อิทธิฤทธิธัง

พุทธนิมิตตัง ธัมมะนิมิตตัง สังฆะนิมิตตัง ขอเตชะเตชังขอเดชเดชะ ทั้งหลายจงมาเป็นที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้า มะอะอุนี้เถิดฯ

พุทธราธนาวิมาโณพุทโธภะคะวาติ ธัมมะราธนาวิมาโณพุทโธภะคะวะติ สังฆะราธนาวิมาโณพุทโธภะคะวะติ ปฏิปฏิ ราธนาธัมมะราธนา

สังฆราธนา ราธนาพระคุณบิดา ราธนาพระคุณมารดา ราธนาพระคุณครูบาอาจารย์ทั้ง ๘๔,๕00 พระธรรมขันธ์จบพระกัณไตรปิฎก

อีกทั้งสาวกซ้ายขวา อีกทั้งพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระสยามเทวาธิราชเจ้า อีกทั้งหลวงพ่อ หลวงปู่ ท่านครูมหาครู พ่อแก่

และท่านเทพมหาเทพ เทวาธิเทวะ ทั้งปวงทุกๆ พระองค์ ข้าพเจ้าจะทำการใดสิ่งใดเมื่อใด ขอให้ข้าพเจ้าสำเร็จสัมฤทธิ์ผลด้วย

นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ เอหิปถวีพรหมา เอหิอาโปอินทรา เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสรา พุทโธ พุทธัง ยะนะกันตัง

พระอะระหัง พุทโธ สังโฆ สังฆัง ยะนะ กันตัง พระอะระหังพุทโธ
ขอขมาพระรัตนตรัย

อุกาสะ อัจจะโยโน ภันเต อัจจักขะมา ยะถาพาเล ยะถามุฬเห ยะถาอะกุสะเล เยมะยัง กะรัมหา เอวัง ภันเต มะยัง อัจจะโยโน ปะฏิคคัณหะถะ อายะติง สังวะเรยยามิ
คาถาสวดมนต์ก่อนเดินทาง

ตั้งนะโม ๓ จบ สัคเค

วิสุสังมะยังภันเต ข้าพเจ้าจะขออัญเชิญ พ่อปู่ชัยยะมงคล เจ้ากรุงพาลี แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพราย แม่พระโพสพ

ท้าวเวชสุวรรณ คุณพระบิดา คุณพระมารดา เจ้าพ่อเขาเขียว ปู่เจ้าเขาเขียว ปู่เจ้าสมิงพราย เจ้าทุกเจ้าท่า เจ้าป่าเจ้าเขา เทพเทพา ปู่มั่นปู่คง

ท่านพ่อปู่ฤาษีนารอด ท่านพ่อปู่ฤาษีนารายณ์ ท่านพ่อปู่ฤาษีไกรสร ท่านพ่อปู่ฤาษีตาไฟ ท่านพ่อปู่ฤาษีมุณีภัย ท่านพ่อปู่ฤาษีสิงหดาบถ

ท่านพิอปู่ฤาษีพุทธมงคล ท่านพ่อปู่ฤาษีทั้ง ๑๐๘ ตน และบริวาณสาวก ของท่านพ่อปู่ฤาษีทั้ง ๑๐๘ ตน จงบันดาลให้ข้าพเจ้า มีโชคมีลาภ

มีโชคมีชัย ข้าพเจ้าจะขออัญเชิญ เทพเทวา และสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลาย และบารมีของท่านพ่อปู่ฤาษี ทั้ง ๑๐๘ ตน จงมาปกปักษ์ รักษาสังขารร่างกาย

ของข้าพเจ้า ให้แคล้วคลาดอันตราย คงเนื้อคงหนัง คงกระดูก ตรีเพชคงคง สวาหะ พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด

พระเจ้าย่างบาท นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ กะระมะทะ กิริมิธิ กุรุมุธุ เกเรเมเถ อุตทังอัตโท อิติปิโสภะคะวา วาคะภะโสปิติอิ

คาถาปลุกอักขระที่สักเอาใว้ในตัวเราให้คงทนตลอดไป

นะนันนินโลนะราชะสัพพะอันตรายวินาศสันติ หนุมานะวิงวังกังหะนาถังสิโมสิโมนาถัง กันหะเนหะ ทุสะนะโสสิงหะนาถัง สิงหะนาโถอุดทังอัดโท

โทอุดทังอัด พุทธังสัตตะปาลัง ธรรมมังสัตตะปาลัง สังฆังสัตตะปาลัง มาเป็นกำแพงเพชร ๗ ชั้น กันตัวกู คงทนแก่ศาสตราและอาวุธ พุทธังเพชคงเนื้อ

ธรรมมังเพชรคงหนัง สังฆังเพชรคงกระดูก ตรีเพชคงคงสวาหะ

ธรรมชาติบำบัด

 การดูแลตัวเองและคนรอบข้าง ให้มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยา ต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของ

หมอ…

คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดีอยู่ที่ว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนด้วย เป็นปัจจัยภายนอก ก่อนจะพูดถึงเรื่องกินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี เราไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดก่อนธรรมชาติบำบัด หมายถึงการดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยาไม่ผ่าตัด เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยาต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอแล้วนักธรรมชาติบำบัด ซึ่งทุกคนเป็นได้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชน ที่ต้องดูแลชีวิตของเราเองเป็นอันดับแรก การดูแลตนเองและคนรอบข้างเป็นงานของนักธรรมชาติบำบัดทุกคน แต่เราต้องมีขอบเขตสิ่งที่นักธรรมชาติบำบัดจะใช้ในการดูแลสุขภาพเราจะพูดถึงพืชสมุนไพร เรื่องสมุนไพร จะจำแนกสมุนไพรออกได้เป็น ๓ กลุ่ม เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สมุนไพรกลุ่มที่ ๑ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นอาหาร ถ้าเป็นสมุนไพรที่เป็นอาหาร อย่างนี้นักธรรมชาติบำบัดสอนให้คนนำมากินอาหารได้ กินสมุนไพรแล้วต้านโรคอย่างนี้ เราสอนกันได้

สมุนไพรกลุ่มที่ ๒ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยา หมายความว่าเป็นสมุนไพรที่โดยปกติคนไม่เอามารับประทานเป็นอาหาร แต่ใช้เพื่อเป็นยาโดยเฉพาะ เช่น ฟ้าทะลายโจร เวลาพูดเรื่องฟ้าทะลายโจร ต้องบอกว่านี่มันเป็นงานของเภสัชกร และของแพทย์ เราไม่ควรไปรู้จักมันเลยจะดีกว่า นอกจากว่าเวลาเจ็บป่วย แล้วให้ท่านเหล่านั้นเป็นผู้แนะนำเรา
พวกสมุนไพรที่เป็นสารอาหาร กินผิดกินถูกไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ากินถูกก็ได้กำไร สมุนไพรกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นยา ยังไม่ใช่เป็นยาอันตราย นักธรรมชาติบำบัดจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้เฉพาะทางคือแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น

สมุนไพรกลุ่มที่ ๓ เรียกว่าสมุนไพรที่เป็นยาพิษ ที่จริงพวกนี้ก็เป็นสมุนไพร ถ้าว่ากินตามหลักของหมอชีวกโกมารภัจ ท่านอาจารย์หมอในสมัยพุทธกาล พวกสารหนู กำมะถัน มันเป็นสมุนไพรที่เป็นยาพิษ แต่ว่าแพทย์หรือเภสัชกรสามารถเอาไปทำยาได้ สารหนูก็เหมือนกัน ที่จริงสารหนูมันคือยาพิษกินเข้าไปตายแน่นอน แต่มันไปเข้าตำรับยาลม ยาแก้ลมที่เรากินกันต้องมีสารหนูมันถึงจะทรงสรรพคุณ แต่เมื่อเข้าอยู่ในตำรับยาแล้ว มันไม่เป็นพิษ แต่ต้องปรุงโดยเภสัชกรหรือแพทย์

ในงานของธรรมชาติบำบัด มีงานวิจัยย่อมต้องมีอะไรที่ขัดแย้งกันเสมอ เมื่อเกิดการขัดแย้งสิ่งหนึ่งที่เราต้องหาข้อสรุป ก็คือจากพระไตรปิฎกนั่นเอง ถ้าถามว่าองค์ความรู้ด้านธรรมชาติบำบัดได้มาจากไหน ก็ต้องตอบว่าได้มาจากพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกจะพูดถึงธรรมชาติบำบัดหลายหลาก มีตัวอย่างเอามาใช้งานกันได้เยอะ

สงวนลิขสิทธิ์โดย @ เว็บไซต์สมุนไพรดอทคอม (www.samunpri.com)

” ความสุขที่แท้ ค้นพบได้ในเสียงดนตรี ” ดนตรีบําบัด (music therapy)

เรื่อง: ดนตรีบำบัด (Music Therapy)

ดนตรี (Music)

ดนตรี คือ ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ เพื่อความสุนทรีย์, เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษา ดนตรี มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลาย ๆ ด้าน จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีผล ดังนี้

ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด ผลของดนตรีต่อจิตใจและสมอง สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์, สติสัมปชัญญะ, จินตนาการ, การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางอวัจนะภาษา

องค์ประกอบต่าง ๆ ของดนตรี ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป เช่น

1. จังหวะหรือลีลา (Rhythm) ช่วยสร้างเสริมสมาธิ (Concentration) และช่วยในการผ่อนคลาย (Relax)

2. ระดับเสียง (Pitch) เสียงในระดับต่ำ และระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ

3. ความดัง (Volume / Intensity) พบว่าเสียงที่เบานุ่ม จะทำให้เกิดความสงบสุข สบายใจ ในขณะที่เสียงดัง ทำให้เกิดการเกร็ง กระตุก ของกล้ามเนื้อได้ ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบการควบคุมตนเองได้ดี มีความสงบ และเกิดสมาธิ

4. ทำนองเพลง (Melody) ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล

5. การประสานเสียง (Harmony) ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้โดยดูจากปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่าง ๆ จากบทเพลง

ดนตรีบำบัดคืออะไร

ดนตรีบำบัด (Music Therapy) คือศาสตร์ที่ว่าด้วย การนำดนตรี หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผ่านทางกิจกรรมทางดนตรีต่าง ๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน มีหลักเกณฑ์ และระเบียบ

วิธีทางวิทยาศาสตร์

เป้าหมายของดนตรีบำบัด ไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี แต่เน้นในด้านพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์

ลักษณะเด่นของดนตรีบำบัด

ดนตรีบำบัดมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวหลายด้าน ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับอายุ และหลากหลายปัญหา ลักษณะเด่น ได้แก่

1. ประยุกต์เข้ากับระดับความสามารถของบุคคลได้ง่าย

2. กระตุ้นการทำงานของสมองได้หลายส่วน

3. กระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน

4. ช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจ

5. เสริมสร้างทักษะทางสังคม และการสื่อสาร

6. ให้การรับรู้ที่มีความหมาย และความสนุกสนาน ไปพร้อมกัน

7. ประสบความสำเร็จในการบำบัดได้ง่าย เนื่องจากประยุกต์ใช้ได้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับความสามารถ

ประโยชน์ของดนตรีบำบัด

ดนตรีบำบัดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตามเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง, ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บปวด และภาวะอื่น ๆ

สำหรับบุคคลทั่วไป ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดได้เช่นกัน ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียด และในการออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพ

ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีดังนี้

1. ปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก

2. ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล (Anxiety / Stress Management)

3. กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และความจำ (Cognitive Skill)

4. กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้ (Perception)

5. เสริมสร้างสมาธิ (Attention Span)

6. พัฒนาทักษะสังคม (Social Skill)

7. พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา (Communication and Language Skill)

8. พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skill)

9. ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Tension)

10. ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ (Pain Management)

11. ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Behavior Modification)

12. สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ (Therapeutic Alliance)

13. ช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก การควบคุมตนเอง การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

โดยสรุปดนตรีบำบัด มีประโยชน์หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ เสริมสร้างสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยบูรณาการเข้ากับการรักษาอื่นๆ

กระบวนการและรูปแบบดนตรีบำบัด

ในการทำดนตรีบำบัด ไม่มีกระบวนการและรูปแบบที่ตายตัว แต่จะต้องออกแบบการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล มีการวางแผนการบำบัดรายบุคคล โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1. การประเมินผู้รับการบำบัดรักษา

– ศึกษาข้อมูลประวัติส่วนตัว และประวัติทางการแพทย์

– ประเมินปัญหา และเป้าหมายที่ต้องการบำบัด

– ประเมินสุขภาวะ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และทักษะการคิด

2. วางแผนการบำบัดรักษา

– ออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม โดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ

– รูปแบบผสมผสาน กระบวนการต่าง ๆ ทางดนตรี เช่น ร้องเพลง แต่งเพลง ประสานเสียง จินตนาการตาม หรือลีลาประกอบ เป็นต้น

3. ดำเนินการบำบัดรักษา

– สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัด กับผู้รับการบำบัด โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ

– ทำดนตรีบำบัด ร่วมกับการบำบัดรักษารูปแบบอื่น ๆ แบบบูรณาการ

4. ประเมินผลการบำบัดรักษา

– ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และปรับแผนการบำบัดให้เหมาะสม

ดนตรีบำบัดในโรงพยาบาล

ในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีการนำดนตรีบำบัดมาร่วมบูรณาการเข้ากับการบำบัดรักษาอื่น ๆ เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ กัน ดังตัวอย่างเช่น

1. กระตุ้น และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ

2. ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ

3. ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว รุนแรง อยู่ไม่นิ่ง ร่วมกับพฤติกรรมบำบัด และการบำบัดโดยใช้ยา

4. ช่วยให้สงบ และนอนหลับได้ ในผู้ที่มีความกลัว ความเครียด ร่วมกับการปรับสิ่งแวดล้อม และการใช้ยา

5. ปรับเปลี่ยนอารมณ์ ร่วมกับการใช้ยา และจิตบำบัดในโรคซึมเศร้า

6. เสริมในกระบวนการบำบัดต่าง ๆ ทางจิตเวช

7. ลดความเจ็บปวด ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวดดนตรีบำบัดในโรงเรียน

ในโรงเรียนมีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ใน 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1. เสริมสร้างจุดแข็งในตัวเด็ก ในทักษะด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากทักษะทางดนตรี เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานประสานสัมพันธ์กันของร่างกาย

2. เสริมในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP – Individualized Educational Program) สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

BrainWave คลื่นสมอง

การทำงานของสมอง คือการรับส่งข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้า และการเคลื่อนไหวของพลังงานเหล่านี้ ทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ คลื่นสมอง

นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือ Electroencephalogram (EEG) จับภาพสัญญาณไฟฟ้าบริเวณสมอง และแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้

คลื่นเบต้า Beta Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 14 – 30 Hz )

เป็นคลื่นสมองที่เร็วที่สุด สมองควบคุมจิตใต้สำนึก

เมื่อใช้สมองเปิดรับข้อมูลพร้อมระบบประสาทสัมผัสทุกด้าน เช่น การทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับความทรงจำระยะสั้น

[b]คลื่นอัลฟ่า Alpha Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 8 – 13.9 Hz )[/b]

เมื่อเราพักผ่อน และมีความสงบ (relaxation) แต่อยู่ในภาวะที่รู้สึกตัว สภาวะนี้จะทำให้รับข้อมูลได้ดีที่สุด สามารถเรียนรู้ได้ดี (superlearning)

เข้าถึงและเรียกความจำได้ง่ายและรวดเร็ว พบบ่อยในเด็กที่มีความสุข และผู้ใหญ่ที่มีจิตสมดุล หรือผู้ที่นั่งสมาธิเป็นประจำ

หรือในขณะร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย สภาวะก่อนหลับ

ในทางการแพทย์ คลื่นระดับนี้เหมาะกับการสะกดจิต เพื่อบำบัดโรค

ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการป้อนข้อมูลให้แก่จิตใต้สำนึก สมองสามารถเปิดรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นสภาวะที่จิตมีประสิทธิภาพสูง

คลื่นธีต้า Theta Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 4 – 7.9 Hz )

เมื่อมีการผ่อนคลายระดับลึก ความคิดสร้างสรรค์ (inspiration) คลื่นปัญญาญาณ เป็นคลื่นที่เราสามารถดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกได้ (subconscious mind)

การแก้ไขปัญหาโดยไม่รู้ตัว เป็นคลื่นระดับเดียวกับสมาธิระดับลึก (meditaion) เข้าถึงและเรียกความทรงจำระยะยาวได้ดี

สภาวะนี้ จะมีความสุข ลืมความทุกข์ มีแต่ความปิติยินดี

เป็นคลื่นสมองที่สะท้อนการทำงานของจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind)

คลื่นเดลต้า Delta Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 0.1 – 3.9 Hz )

เป็นคลื่นสมองที่ช้าที่สุด เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ สมองทำงานตามความจำเป็นเท่านั้น แต่กระบวนการของจิตใต้สำนึกจะจัดและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับลึกโดยไม่มีความฝัน จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษเมื่อยามตื่น

ประโยชน์ของการทำให้คลื่นสมองมีความถี่ต่ำ

คลื่นสมองที่อยู่ในระดับ Alpha Brainwave ( ความถี่ระหว่าง 8 – 13.9 Hz )

ทำให้เป็นคนจิตใจสงบ เยือกเย็น สุขุม มีอารมณ์ดี เบิกบาน ความคิดสร้างสรรค์สูง สมาธิสูง มีความจำดี

และมีพลังความคิดด้านบวกสูง มองโลกในแง่ดี

มักพบในนักบวช พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ที่กำลังมีความสุข ผู้ที่กำลังสวดมนต์

วิธีปรับคลื่นสมองให้มีความถี่ต่ำ Low Frequency BrainWave

สภาวะแวดล้อม ค่อนข้างเงียบสงบ

ห่างจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ สายไฟฟ้า หม้อแปลง คอมพิวเตอร์

การฟังหรือเล่นดนตรี เพลงคลาสสิค โมสาร์ต Mozart

การฝึกสมาธิ โยคะ

การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น ภูเขา ทะเล อุทยาน สวนต้นไม้บริเวณบ้าน

คลื่นไมโครเวฟทำลายคลื่นสมอง

มีรายงานในประเทศเยอรมนี รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า

คลื่นไมโครเวฟทำให้คลื่นสมองลดลง ความยาวของคลื่นสมองสั้นลงจนทำให้สมองเสื่อม

สังเกตได้จากฉลากขวดนมสำหรับเลี้ยงทารกจะระบุอย่างชัดเจนว่า

ห้ามใช้เตาไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือด เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟจะไปทำลายสารอาหารที่มีประโยชน์เสียหมด

ที่มา

หนังสือ รู้เรียนเพื่อเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศ … หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา

หนังสือ อัจฉริยะ…เรียนสนุก … หนูดี วนิษา เรซ

หนังสือ ฉลาด เก่ง ดี … เกียรติวรรณ อมาตยกุล

บทความ คลื่นสมองกับพลังพิเศษในตัวคุณ

… ปาริฉัตต์ ศังขะนันทน์ สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ประวัติส่วนตัว

  • ชื่อ – สกุล: อานนท์ ทุมพวัน
  • ชื่อเล่น เบลล์
  • วันเกิด: 19  สิงหาคม  2533
  • สถานะ:โสด
  • อายุ:21ปี
  • ส่วนสูง:180
  • น้ำหนัก:70
  • ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้: 137 ม.1 ตำบล หัวง้ม อำเภอ พาน   จังหวัด เชียงราย ,48 ม.10 ตำบลแม่นาเรือ  อำเภอเมืองจังหวัดพะเยา
  • โทรศัพท์ : 0873051950
  • M-mail  amata180@gmail.com ,anon180b@hotmail.com , solarapa900@hotmail.com และ an_an007@hotmail.com

การศึกษา

  • จบการศึกษา ที่โรงเรียนแดงวิทยาตั้งแต่ อนุบาล1-ม.3
  • จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภท เกษตรกรรม   สาขาวิชาเกษตรศาสตร์  สาขางานสัตวศาสตร์ ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี พะเยา
  • กำลังศึกษาในระดับ ปวส. ปี 2 สาขาประมง  ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี พะเยา

งานอดิเรก

  • ดูหนังฟังเพลง  เล่นกีฬา และอ่านหนังสือ

สิ่งที่ชื่นชอบ

  • ชอบสีส้ม ฟ้าแดง
  • ดอกไม้ กุหลาบขาว
  • กีฬา บาสเกสบอล
  • ฟังเพลง
  • ชอบเพลงทุกสิ่งที่มี   ของ แซว  cell
  • ดูหนัง

ศิลปินที่ชื่นชอบ

  • อาไท  กลมกิ๊ก, ทาทา ยัง, เท่ง เถิดเทิง, เจมส์ เรือศักดิ์ ลอยชูศักดิ์,  อั้น พัชราพาไชยเชื้อ,กระแต อาสยาม  และพิมพ์ช่าช่า

ศิลปินต่างชาติ

  • หลิวอี้เฟย
  • ยอจี้หุ่น
  • หยางมี่
  • วง 2NE1
  • วง 4Minute
  • หย่อนกาหยุ้ง
  • Aroe

 

คำคม

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

ประวัติการฝึกงาน

ปี พ.ศ 2552 ได้ฝึกงานที่   จำนงฟาร์ม ต.เมืองพาน อ.พาน จ.เชียงราย

ปี พ.ศ 2554 ได้ฝึกงานที่   ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด พะเยา   ต.เวียง      อ.เมือง จ.พะเยา

ผลงาน

ปี พ.ศ 2547 ได้เป็นแท่นของ จ.เชียงราย ไปแข่งขันที่ กีฬาดวงรุ่นมุ่งโอเลนปิที่จังหวัด สุโททัย และได้รับรางวัลลองชนะเลิศอันดับสามในการ วิ่ง  4×300 เมตร  ทีมชาย  ระดับภาคเหนือ(16 จังหวัด)

ได้รับรางวัลลองชนะเลิศ กีฬาประเภท  เปตอง ทีมชายระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    60  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    80  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    100  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    200  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    400  เมตร ชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×100  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×200 เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    4×400เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ 2548 ได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับสามกีฬาประเภท  เบสเกสบอล  ทีมชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    60  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    80  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    100  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    200  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×100  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×200 เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    4×400 เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ 2549ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับลอง กีฬาประเภท  เบสเกตบอล  ทีมชาย  ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    60  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    80  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    200  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×100  เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×200 เมตรชาย ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    4×400 เมตรชาย   ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ 2550 ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท เบสเกตบอล  ทีมชาย  ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    100  เมตรชายระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    200  เมตรชายระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง     4×100  ชาย        ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้รับรางวัล  ชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง    4×400      ชาย  ระดับเขต 2 จังหวัดเชียงราย

ได้เข้าร่วมแข่งขังคัดตัวเพื่อเป็นตัวแท่นของจังหวัดเชียงรายไปแข่งขังที่ ใหม่เกมส์ ที่จังหวัดเชียงใหม่และได้เป็นแท่น

ได้รับรางวัล  นักกีฬาดวงรุ่นดีเด่นประจำปี  พ.ศ 2550 ของจังหวัดเชียงราย  เขต 2

ได้รับเกียรติจาก  ขณะกรรมการจัดการแข่งขังกีฬาเขต  2 ให้วิ่งพกเพลิดประจำปี พ.ศ 2550 ในการแข่งขังกีฬา ณ โรงเรียนแดงวิทยาคม

ปี พ.ศ2551ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท วอลเลย์บอล ทีมชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง4×100  ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง4×200 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง4×400 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  เปตอง ทีมชาย

ปี พ.ศ 2552ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วอลเลย์บอล ทีมชาย

ได้รับรางวัลลองชนะเลิศ กีฬาประเภท  เบสเกสบอล  ทีมชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง  100 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง  200 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง 4×100  ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง 4×200  ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง 4×400  ชาย

ปี พ.ศ 2553ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วอลเลย์บอล ทีมชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  เบสเกสบอล  ทีมชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง  100 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง  200 ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง 4×100  ชาย

ได้รับรางวัลชนะเลิศ กีฬาประเภท  วิ่ง 4×200  ชาย

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.